โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ ไม่ใช่เรื่องยาก!!

0
91

ถ้าจะพูดถึงการโอนทรัพย์สิน หรือเปลี่ยนเจ้าของ เรามักจะนึกถึง “การโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์” ซึ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้ ใครที่กำลังจะโอนกรรมสิทธิ์รถไปเป็นชื่อคนอื่น ซึ่งหากเป็นในกรณีที่เป็นการโอนเพื่อซื้อหรือขาย จะต้องมีสัญญาการซื้อขายรถยนต์ที่ลงรายละเอียดชัดเจน วันนี้เลยอยากจะมาแนะนำ การโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ สำหรับใครที่ยังไม่รู้ ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง เพื่อจะได้ดำเนินการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และไม่เสียเวลา

โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์
1. ต้องรู้จักสถานที่โอน  ตรงนี้สำคัญมาก ถ้าต้องการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ ไม่ว่าจะเกิดจากแนวทาง การทำสัญญาซื้อขาย หรือการเช่าซื้อ ซึ่งจะต้องไปทำเรื่องที่กรมการขนส่งทางบก ในเขตพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่ ถ้าอยู่ในกรุงเทพมหานคร จะแบ่งเขตพื้นที่ได้ดังนี้
โดยในกรุงเทพมหานคร มีสำนักงานกรมขนส่งทั้งสิ้น 5 สาขา หรือ 5 พื้นที่รับผิดชอบ โดยแบ่งตามเขตพื้นที่รับผิดชอบดังนี้
  • สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 รับผิดชอบพื้นที่  บางขุนเทียน เขตจอมทอง เขตธนบุรี เขตคลองสาน เขตราษฎร์บูรณะ เขตยานนาวา เขตสาทร เขตบางคอแหลม เขตทุ่งครุ และเขตบางบอน
  • สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่  2  รับผิดชอบพื้นที่  ตลิ่งชัน บางพลัด บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ ภาษีเจริญ หนองแขม พระนคร บางแค และทวีวัฒนา
  • สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่  3 รับผิดชอบพื้นที่  เขตพระโขนง  คลองเตย บางนา ประเวศ สวนหลวง วัฒนา และบางจาก
  • สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่  4 รับผิดชอบพื้นที่   เขตมีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง บึงกุ่ม สะพานสูง คันนายาว และคลองสามวา
  • สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่  5 รับผิดชอบพื้นที่   ป้อมปราบศัตรูพ่าย ปทุมวัน ดุสิต บางซื่อ บางเขน ดินแดง จตุจักร ลาดพร้าว สายไหม สัมพันธวงศ์ บางรัก พญาไท ห้วยขวาง บางกะปิ ดอนเมือง ราชเทวี หลักสี่ และวังทองหลวง
     ส่วนต่างจังหวัด จะต้องไปโอนที่สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือ สำนักงานในเขตหรืออำเภอ ซึ่งอาจจะมีสำนักงานขนส่งตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านเกิดของตัวเอง ซึ่งใครอยู่ใกล้พื้นที่ไหน ก็ไปทำเรื่องที่นั่นได้เลย
2. เตรียมหลักฐานในการใช้โอนกรรมสิทธิ์รถให้ครบถ้วน ข้อนี้ต้องเช็คให้ดีก่อนไปยื่นเอกสารที่กรมการขนส่งทางบก โดยต้องเตรียมเอกสารไปให้ครบ ดังนี้

สัญญาซื้อขายรถยนต์

  • ใบคู่มือจดทะเบียนรถ
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำหรับบุคคลธรรมดา ถ้ากรณีเป็นนิติบุคคลใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผุ้มีอำนาจลงนาม
  • สัญญาซื้อขาย ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษี
  • แบบคำขอโอนและรับโอน ซึ่งกรอกรายการและลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอนเรียนร้อยแล้ว
  • หนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้รับมอง กรณีผู้โอน และ/หรือผู้รับโอนมิได้มาดำเนินการด้วยตัวเอง
  • กรณีโอนรับมรดก จะต้องเตรียมหลักฐานสำเนาบัตรมรณะบัตรเจ้าของรถ พร้อมทั้งคำสั่งศาลหรือพินัยกรรมพร้อมสำเนาแนบมาด้วย

 

3. ดำเนินการตามขั้นตอน เป็นส่วนสำคัญที่เราจะต้องปฎิบัติตามกฎการโอนกรรมสิทธิ์รถ โดยจะต้องเข้ารับดำเนินการตามขั้นตอนตรวจสอบอย่างละเอียด ดังนี้
  • นำรถเข้ารับการตรวจสอบ ที่งานตรวจสภาพรถยนต์ก่อน โดยแจ้งเจ้าหน้าที่ว่า มาตรวจสภาพเพื่อโอนรถ จากนั้นรอเอกสารการตรวจเพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป (ยกเว้นกรณีโอนปิดบัญชีจากผู้ให้เช่าซื้อไปยังผู้เช่าซื้อ ซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถตามรายการจดทะเบียน หรือการโอนเนื่องจากรถผ่อนชำระหมด ไม่ต้องตรวจสอบสภาพรถยนต์)
  • นำเอกสารไปติดต่อส่วนงานทะเบียนรถยนต์ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารการโอน
  • เมื่อเอกสารได้รับการตรวจสอบผ่านแล้ว จะต้องชำระค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์
  • ชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อย ก็รอรับใบคู่มือจดทะเบียนรถคืน
  • รับใบเสร็จรับเงิน ใบคู่มือจดทะเบียนรถ เครื่องหมายการเสียภาษี และแผ่นป้าย ทะเบียนรถ เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ การโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์
  • ข้อควรรู้ การโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ จะต้องดำเนินการแจ้งต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน นับแต่วันโอน (หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท)

 

ใบมอบอำนาจ

 

     ขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อนเลย แค่เราทำตามกระบวนการที่กรมการขนส่งกำหนด เพียงเท่านี้ ไม่ว่าจะโอนรถ โดยแนวทางไหน ทั้งโอนเพื่อซื้อหรือขาย โอนในกรณีได้รับมรดก และโอนกรรมสิทธิ์จากสัญญาเช่าซื้อ ก็เป็นเรื่องง่ายๆ ทำได้ไม่ยาก ที่สำคัญอย่าลืมเตรียมเอกสารให้ครบพร้อม จะได้ไม่เสียเวลาในการดำเนินการด้วย ส่วนค่าใช่จ่ายการโอน ไม่แพงเลย มีแค่ค่ายื่นคำขอ ค่าอากรแสตมป์ และค่าโอนรถเท่านั้น
     สำหรับใครที่กำลังมองหาเรื่องการต่อประกันรถยนต์ ทำพ.ร.บ. รถยนต์ ลองให้ Priceza Money เป็นตัวช่วยของคุณ โดยการคลิ๊กเข้ามาดูข้อมูลบริษัทต่อประกันรถยนต์ได้ที่นี่ ช่วยคุณประหยัดเวลา และเจอกับประกันรถในราคาที่ใช่! ใช้งานฟรี ครอบคลุม ครบทุกความต้องการ ให้คุณได้เปรียบเทียบทุกเงื่อนไขในกรมธรรม์ จากบริษัทชั้นนำทั่วประเทศ และเชื่อถือได้ และ เป็นกลาง ในทุกเจ้า ที่ให้บริการประกันภัยอีกด้วย

คอมเมนต์

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่