คนมีรถ ต้องเช็คอะไรบ้าง? นี่คือสิ่งที่ควรหมั่นเช็คก่อนใช้รถเดินทาง

0
34

คนมีรถ ถ้าอยากให้รถยนต์นั้นอยู่กับเราไปยาวๆ ก็ควรต้องหมั่นเช็คในทุกๆ วัน ก่อนออกเดินทาง ผู้ขับขี่ก็จะต้องรอบคอบ ตรวจเช็คเครื่องยนต์กันสักเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเดินทางไกล เพื่อจะได้ชัวร์ว่าไม่เกิดปัญหาแน่ วิธีการเช็ครถ หลายคนอาจจะคิดว่ายาก ต้องเอาเข้าอู่ แต่บอกเลยว่า มันไม่ยากอย่างที่คิด เราสามารถเช็คอาการเบื้องต้นด้วยตัวเองได้ ซึ่งวันนี้ Priceza Money ก็มีทริคการตรวจเช็ครถยนต์มาฝากกันจ้า มาดูกันว่า มีอะไรที่เราสามารถตรวจเช็คเองได้บ้าง

1. น้ำมันหล่อเย็นในหม้อน้ำ

ในตอนเช้า ๆ ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ ควรเปิดฝากระโปรงหน้ามาเช็คดูน้ำมันหล่อเย็นในหม้อน้ำด้วย ว่าปริมาณน้ำลดหายไปมากแค่ไหน หากน้ำแห้งเกินก็ควรเติมน้ำยาหล่อเย็นหรือ น้ำเปล่า(ในกรณีฉุกเฉิน) และแนะนำว่าควรเช็คในตอนที่เครื่องยนต์ไม่มีความร้อน นอกจากนี้ถ้าหากเห็นว่าสภาพของหม้อน้ำไม่ค่อยดี มีสีของสนิม ก็ควรเข้าอู่เพื่อเปลี่ยนถ่ายในทันที

2. ยางรถยนต์

เรื่องของยางรถยนต์นั้นเป็นสิ่งสำคัญหนึ่งที่เราควรเช็คดูในทุกวันว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือไม่ วิธีการดูก็คือ ดูคร่าว ๆ ว่ายางทั้ง 4 ล้อ มีลมหายไปเยอะผิดปกติหรือไม่ หรือตรวจดูร่องลอยถูกเจาะของยาง ถ้ามีควรรีบหาสาเหตุ และนำไปปะยางทันที หรือถ้าไม่สามารถปะได้ ก็ต้องเปลี่ยนยาง

เช็คลมยางรถยนต์

3.ไฟรถ

สัญญาณไฟ นี่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการขับรถ ทั้งยามกลางวันและยามกลางคืน คนที่ขับขี่ควรเช็คไฟสัญญาณต่างๆ ของรถดูให้หมด ทั้งไฟหน้า ไฟท้าย ไฟท้าย ไฟเลี้ยว ไฟเบรก ไฟถอยหลัง ไฟฉุกเฉิน เพราะการที่ไฟเกิดปัญหาติดๆ ดับๆ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุตามมาได้ ถ้าไฟสัญญาณมีปัญหาจึงควรรีบเปลี่ยนทันทีค่ะ

4. น้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่อง นอกจากต้องเปลี่ยนถ่ายเมื่อครบกำหนดกิโลเมตรที่วิ่งแล้ว เราควรตรวจเช็คเมื่อต้องเดินทางไกล หรือเช็ครายเดือนกันบ้างเพื่อดูว่า มีระดับน้ำมันเครื่องเหลืออยู่เท่าไร วิธีการคือ ดึงก้านน้ำมันเครื่องออกมาในขณะที่เครื่องยนต์ทำงานจนถึงอุณหภูมิปกติแล้วดับเครื่องยนต์ทิ้งไว้สัก 5-10นาที จากนั้นเช็ดทำความสะอาดปลายก้าน แล้วใส่กลับเข้าไปที่เดิม ทิ้งไว้สักแปปนึงก็ดึงออกมาวัดระดับที่ได้ ว่าคงเหลืออยู่ปริมาณเท่าไร โดยระดับปกติคืออยู่กึ่งกลางระหว่าง Min กับ Max แต่ถ้าอยู่ใกล้ Min เกินไป ก็ควรเติมน้ำมันเครื่องเพิ่ม

5. น้ำมันเบรค

มีจุดให้สังเกตระหว่าง Min กับ Max ถ้าในระดับปกติต้องไม่เกิน Max และไม่ต่ำกว่า Min แต่ถ้าหากรู้สึกว่า น้ำมันเบรกพร่องหายเยอะเกินปกติ ควรรีบหาสิ่งผิดปกติโดยทันที หรือนำไปให้ช่างผู้ชำนาญตรวจเช็ก และแก้ไข

 

6. น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์

ถ้ามีแพลนเดินทางไกล อยากให้เช็คน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์สักนิด โดยเช็คได้ง่ายๆ คือดูระดับ Min กับ Max อย่าให้น้อยเกินกว่าขีดที่กำหนด ซึ่งถ้าระดับน้ำมันหายไปเยอะผิดปกติ ก็ควรส่งศูนย์เพื่อให้ช่างตรวจหาสาเหตุ และแก้ไขทันที

 

7. น้ำมันเกียร์

อันนี้ขั้นตอนอาจจะเช็คยากสักหน่อย สิ่งแรกที่ต้องทำคือจอดรถบนทางราบ และใส่เบรกมือ จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเปลี่ยนเกียร์ ทีละเกียร์ช้าๆ โดยเหยียบเบรคไว้ตลอด เสร็จทุกเกียร์แล้วให้เช็คระดับน้ำมันเกียร์ ในขณะที่สตาร์ทเครื่องยนต์ค้างไว้ วีธีการคือดึงก้านวัดระดับเกียร์อัตโนมัติออกมาแล้วเช็ด แล้วใส่ก้านวัดกลับเข้าไปแล้วดึงออกมาใหม่ จากนั้นดูว่าระดับน้ำมันที่ติดออกมาอยู่ตรงตำแหน่งไหน ซึ่งถ้ายังอยู่ตรงคำว่า H หรือ HOT แสดงว่าระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติปกติ

 

8. น้ำในถังสำหรับฉีดกระจก

น้ำที่เราฉีดล้างกระจกตอนใช้ที่ปัดน้ำฝนนั้น แม้ว่าดูไม่ค่อยสำคัญเท่าไร แต่ก็ควรเช็คบ้างว่ามันยังมีเหลือหรือเปล่า อย่าปล่อยให้น้ำแห้งหมด หากน้ำแห้งแล้วก็ใช้น้ำเปล่าธรรมดาเติมเข้าไปค่ะ

แบตเตอรี่รถยนต์

9. แบตเตอรี่

แบตเตอรี่รถยนต์โดยปกติแล้วก็จะมีอายุการใช้งานประมาณ 2 ปี บวกลบนิดหน่อย ซึ่งช่วงที่แบตเตอรี่ใกล้เสื่อมสภาพก็มักจะมีสัญญาณเตือนจากการสตาร์ทรถนี่ล่ะค่ะที่เราสังเกตุได้ ถ้าสตาร์ทติดยากก็เดาได้ว่า อาจจะถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนเสียแล้ว ซึ่งปัจจุบันแบตเตอรี่นั้นจะมีทั้งแบตแห้ง กึ่งแห้ง และแบบน้ำ โดยถ้าเป็นแบบน้ำก็อาจต้องดูแลใส่ใจเป็นพิเศษนินึง คอยดูระดับน้ำกลั่นในแบตและเติมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่เสมอค่ะ

จริงๆ แล้วนอกจากส่วนต่างๆ ของรถยนต์ของเราแล้ว อีก 2 สิ่งที่คนมีรถห้ามลืมเช็คเด็ดขาด นั่นก็คือ ภาษีทะเบียนรถ และ ประกันรถยนต์ทั้งภาคบังคับ พรบ. และภาคสมัครใจ ว่ามีติดรถแล้วหรือยัง ขาดการต่อภาษี ต่อประกันไปหรือไม่ ไม่เช่นนั้นนี่ก็อาจเกิดปัญหาได้นะ ซึ่งถ้าใครยังไม่มีประกันและพรบ.ละก็ ไปเช็คดูก่อนได้ มีให้เลือกมากมายที่ Priceza Money ค่ะ

คอมเมนต์

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่